พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง และสมาชิกผู้รับนมสด เข้าเฝ้าฯ ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ว่า

          ".....สมัยนี้ก็จะต้องมีการดัดแปลงผลิตผลที่มี เช่นข้าวก็ต้องสีแล้วในที่นี้ก็มีนมก็ต้องปรับปรุงนมนั้นให้ขายได้ เช่น การทำให้นมนั้นเก็บอยู่นานกว่า ๑ วัน เพราะตามธรรมดานมโดยเฉพาะในประเทศร้อน อย่างประเทศไทยเก็บไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะเสีย ฉะนั้นก็ต้องมีวิธีการที่จะดัดแปลงให้เก็บไว้ได้ เพื่อที่จะส่งไปสู่ตลาดได้และเป็นนมที่มีคุณภาพดี....."

          ".....หลักการของสถานที่นี้ก็คือจะต้องดูว่าผลิตผล ผลิตอย่างไร ตั้งแต่ต้น เช่น ในที่นี้ก็มีการเลี้ยงโคนม มีการปลูกข้าว และปลูกพืชอื่นๆ เป็นการทดลอง และจากนั้นมีการค้นคว้าวิจัยว่าจะดัดแปลงผลิตผลเหล่านั้นอย่างไร สำหรับให้ไปสู่ผู้บริโภค เช่น โคนมก็ให้นมซึ่งผ่านกรรมวิธีต่างๆ เพื่อที่จะเป็นนมสำหรับผู้บริโภค นมสำหรับเก็บไว้ได้นานหน่อย หรือข้าวก็มีโรงสีสำหรับสีข้าว แล้วก็ส่งไปให้แก่สมาชิก ทั้งนมก็มีสมาชิกที่รับนมเป็นประจำวัน ฉะนั้น ก็เป็นกิจการที่ครบวงจรตั้งแต่ต้น คือ การผลิตแต่ต้น และมาดัดแปลง เสร็จแล้วก็ได้จำหน่ายและบริโภค ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับการเกษตรนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันต้องผลิต ดัดแปลง จำหน่าย และบริโภคคือใช้ ถ้าตลอดทางเป็นไปโดยดี และแต่ละคนก็ได้ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความตั้งใจดี ด้วยความมีหลักวิชาที่ดี ทุกคนก็ได้ประโยชน์ ทุกคนได้รับผลดี ไม่ว่าผู้ที่ผลิต ไม่ว่าผู้ที่ดัดแปลง ไม่ว่าผู้ที่บริโภค ได้ประโยชน์ทั้งนั้น และทำให้ส่วนรวมของเรามีความมั่นคงได้....."

          พระราชดำรัสดังกล่าวแสดงการมองกิจกรรมการเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นปลูก หรือผลิตจนถึงนำผลผลิตไปขาย

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่าปัญหาของเกษตรกรไทย ส่วนใหญ่อยู่ที่การขาดความรู้ ทั้งวิชาการในด้านเกษตรและความรู้ในด้าน การตลาด ส่วนใหญ่มีความรู้เท่าที่บรรพบุรุษจะถ่ายทอดมาให้ การผลิตจึงเป็น การเกษตรเพื่อยังชีพ การที่จะก้าวไปถึงขั้นเกษตรอุตสาหกรรมจําเป็นจะต้องมี ความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเพาะปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว คือ ต้องมี ความประณีตในการผลิต และมีวินัยในการผลิต จึงจะได้ผลิตผลที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้ในการยืดอายุผลผลิตเพื่อขายให้ได้ราคา มิใช่มุ่งแต่ จะขายวัตถุดิบอย่างเดียว คือต้องมีความรู้ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะ ให้ได้ราคาที่ดีกว่าเดิม กล่าวโดยสรุปก็คือ เป็นผู้ผลิตที่ได้ประสิทธิผลสูงสุด

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการเกษตรอุตสาหกรรม ความข้อนี้ยืนยันได้จากโครงการต่างๆ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทําการวิจัยเพื่อหาผลสรุป ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและ โครงการในพระราชดําริต่างๆ แนวทางที่ทรงใช้ได้แก่ การพัฒนาด้านการเกษตร

          การพัฒนาด้านการเกษตร คือ การให้ความรู้และวิทยาการในการผลิตโดยทรงนําผลที่ได้จากการทดลองมาพระราชทานให้นําไปปฏิบัติ ทําให้เกษตรกร มีความรู้เพิ่มขึ้น เช่น รู้จักปลูกพืชผักเมืองหนาวหลายหลากชนิด รู้จักพืชพันธุ์ หรือเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รู้จักปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ เป็นต้น นอกจากความรู้ที่ได้ เกษตรกรยังต้องพัฒนาความสามารถให้เหมาะสมที่จะ ดำเนินการในการทําเกษตรอุตสาหกรรม กล่าวคือ ต้องรู้จักวางแผนการผลิต และมีวินัยในการผลิต เพื่อควบคุมคุณภาพของผลผลิต

          การพัฒนาด้านการตลาด คือ การทําให้ผลผลิตขายได้ในราคาที่เหมาะสม โดยทรงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน จัดตั้งเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ การเกษตรเพื่อจะได้มีอํานาจต่อรองในการซื้อขาย ดังเช่น ศูนย์สาธิตสหกรณ์ การเกษตรหุบกระพง จังหวัดเพชรบุรี พัฒนาวิธีการบรรจุหีบห่อและเก็บรักษาผลผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ตลอดจนแปรรูปผลิตผลที่ได้เป็นผลิตภัณฑ์หลายหลากชนิด โดยจัดตั้งเป็นโรงงานขนาดเล็กในระดับหมู่บ้าน ที่ชาวบ้านสามารถทําเองได้ เช่น โรงงานห็บน้ํามันปาล์มขนาดเล็กซึ่งทรงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไปศึกษาพัฒนาต้นแบบ ฯลฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานด้านการเกษตรอุตสาหกรรม

สำนักงานสภาเกษตรกร จังหวัดสระบุรี